http://www.thai-autistic.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 หลักสูตร และ ค่าใช้จ่าย

 บทความ

 รวมรูปภาพกิจกรรม

 สินค้า

 ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« May 2019»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

นาฬิกา

Alternative content

สถิติ

เปิดเว็บ22/02/2012
อัพเดท19/04/2019
ผู้เข้าชม49,537
เปิดเพจ80,139
สินค้าทั้งหมด8

กิจกรรมบำบัด

กิจกรรมบำบัด


กิจกรรมบำบัดคืออะไร

          กิจกรรมบำบัดเป็นวิชาชีพหนึ่งที่ทางการแพทย์ ที่ใช้ให้บริการในด้านส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสภาพเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพกายและสภาพจิตของบุคคล โดยอาศัยองค์ความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ ทฤษฎีพื้นฐาน ทางจิตวิทยาและองค์ความรู้ทางวิชาชีพกิจกรรมบำบัด โดยวิชาชีพจะมีการนำทฤษฎีมาใช้อ้างอิง เพื่อให้นักวิชาชีพสามารถวิเคราะห์หาปัจจัยต่อภาวะผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ โดยแยกพฤติกรรมหรือลักษณะของผู้ป่วยแต่ละหมวดหรือเป็นข้อ ๆ โดยนักกิจกรรมบำบัดจะเลือกกรองอ้างอิงที่เหมาะกับปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย


รูปแบบ/แนวทางการรักษาทางกิจกรรมบำบัด
          ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติทางพัฒนาการ (Pervasive Developmental Disorder) นักกิจกรรมบำบัดใช้กรอบอ้างอิง sensory integration frame of reference เป็นแนวทางหลักในการให้การบำบัดรักษา นอกจากนี้ยังมีการนำกรอบอ้างอิงทางการรักษาอื่นมาเป็นแนวทางในการรักษาเพิ่มเติมตามปัญหาที่บุคคลนั้น ๆ ต้องได้รับการแก้ไข


Sensory Integration (SI) คืออะไร
           Sensory Integration เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์อันเนื่องมาจาก การทำงานของระบบประสาท (neurobehavior theory) โดยกล่าวถึงหน้าที่ของสมองที่จะรับและจัดระเบียบสิ่งที่มากระตุ้นระบบประสาทสัมผัส (sensory stimuli) และตอบสนองต่อสิ่งนั้นได้อย่างเหมาะสมและเกิดการเรียนรู้ขึ้น
Dr. A. Jean Ayres นักกิจกรรมบำบัดและ จิตวิทยาการศึกษา ชาวอเมริกัน ได้พัฒนาทฤษฎีนี้ขึ้นในปี ค.ศ.1960 โดย Dr. A. Jean Ayres กล่าวว่าร้อยละ 80 ของการทำงานของระบบประสาทจะทำหน้าที่ในการจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้เรามีการตอบสนองอย่างเหมาะสมและเป็นอัตโนมัติ
          สมองจะมีหน้าที่ในการปรับสมดุลของการรับข้อมูลความรู้สึก ทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ไหลเข้ามาสู่สมองอย่างเป็นระเบียบ แต่ทุก ๆ นาทีจะมีข้อมูลการรับความรู้สึกไหลเข้าสู่สมองตลอดเวลา ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มีมากเกินกว่าที่สมองรับและจัดการได้ทั้งหมด สมองจึงต้องมีการจัดการยับยั้งความรู้สึกที่ไม่จำเป็นเพราะถ้าไม่มีการยับยั้ง เราจะต้องให้ความสนใจทุกสิ่งเร้าที่เข้ามา และตอบสนองทุก ๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เช่น ขณะที่เราเรียนหนังสือในห้องเรียน เราสามารถสนใจอาจารย์ผู้สอนได้โดยไม่สนใจในเสียงของพัดลมเพดานหรือเสียงผู้คนเดินไปมานอกห้องเรียน นั่นแสดงให้เห็นว่าสมองของเราสามารถจัดการยับยั้งความรู้สึกที่ไม่จำเป็นได้ เป็นต้น
แต่บางครั้งเราให้ความสนใจต่อความรู้สึกบางอย่างตลอดเวลา เช่น การโยกเก้าอี้เป็นจังหวะหรือการเคาะตามจังหวะเพลง ซึ่งเป็นลักษณะของการกระตุ้นสมอง ที่ส่งเสริมการติดต่อระหว่างการรับความรู้สึกและปรับเปลี่ยนระดับของความตั้งใจ อารมณ์หรือการเคลื่อนไหวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา
          เมื่อการยับยั้งและการกระตุ้นมีความสมดุลกัน เราจะสามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ไปได้ เราสามารถปรับเปลี่ยนความตั้งใจ อารมณ์หรือการเคลื่อนไหวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา
นี่คือสิ่งที่ Sensory Integration ส่งผลต่อการทำงาน เราสามารถจะอ่านหนังสือพิมพ์ เมื่อนั่งเก้าอี้ได้ โดยไม่สนใจพนักเก้าอี้ที่เรานั่งพิงอยู่ เนื่องจากความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านั้น รบกวนเรามากไป สมองจึงยับยั้งไม่ให้เราตอบสนองต่อสิ่งเร้าทุกอย่าง


ระบบการรับความรู้สึก ได้แก่ระบบใดบ้าง
            สามระบบพี้นฐานที่ทำหน้าที่ประมวลผลร่วมกันเกี่ยวกับการรับรู้ตำแหน่งหน้าที่ของร่างกาย การทำงานประสานสัมพันธ์กันของร่างกาย 2 ซีก การรับรู้แนวกลางลำตัว ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ การวางแผนการเคลื่อนไหว ช่วงความสนใจ ความมั่นคงในอารมณ์ และการเรียนรู้สติปัญญา ได้แก่
1. ระบบการรับรู้การทรงตัวและการเคลื่อนไหว (vestibular system)
ทำหน้าที่รับและแปลผลเกี่ยวกับการทรงตัว การรักษาสมดุลและทรงตัวต้านแรงโน้มถ่วง ระบบนี้มีอวัยวะรับสัมผัสอยู่ในหูชั้นใน สิ่งเร้าที่กระตุ้นระบบนี้ในทางธรรมชาติ คือ การหมุนศีรษะและเคลื่อนไหวไปในระนาบที่แตกต่างกัน
2. ระบบรับรู้กล้ามเนื้อเอ็นและข้อ(proprioceptive system)
เป็นระบบที่รับรู้ความรู้สึกจากกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ โดยอาศัยตัวรับความรู้สึกซึ่งจะอยู่ภายในกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อของแต่ละคน ทำให้เราสามารถทราบตำแหน่งแขนขา ทราบทิศทางและความเร็วของการเคลื่อนไหวแขนขา
3. ระบบการรับสัมผัส(tactile system)
ระบบนี้มีตัวรับสัมผัสที่ผิวหนังซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกาย รวมไปถึงลิ้นที่ตอบสนองต่อการรับสัมผัสออกมาในรูปแบบของกลิ่นและรสชาติ

 

ความบกพร่องด้านการประมวลผลการรับความรู้สึก (Sensory integration dysfunction)

          การที่จะทราบว่าบุคคลใดมีกระบวนการจัดระเบียบของสมองผิดปกติ จะดูจากพฤติกรรมที่บุคคลนั้นแสดงออก ซึ่งบางรายอาจแสดงโดยมีพัฒนาการในบางด้านช้ากว่าปกติ บางรายเดินได้ดี แต่เวลาวิ่งค่อนข้างงุ่มง่าม หกล้มบ่อย และเมื่อถึงวัยเรียนอาจมีปัญหาเรียนรู้ช้า มีปัญหาในการเข้ากลุ่มกับเพื่อน ความสนใจสั้นวอกแวกง่าย ทำอะไรซ้ำซาก แต่เด็กไม่รู้ถึงปัญหาของตนเอง เพราะปัญหาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการทำงานของสมอง ความบกพร่องทางด้านการประมวลผลการรับรู้ความรู้สึก จะส่งผลถึงพฤติกรรมของเด็กที่มีต่อการเรียน การเคลื่อนไหว การมีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น และความรู้สึกเกี่ยวกับตนเอง สมองของเด็กกลุ่มนี้ จะไม่สามารถจัดการกับข้อมูลที่ได้รับจากการรับความรู้สึกพื้นฐานต่างๆ  เด็กจึงไม่สามารถตอบสนองสิ่งเร้าได้อย่างมีความหมาย
เด็กบางคนมีลักษณะไวต่อการรับความรู้สึกที่มากเกินไป(oversensitive) หรือน้อยเกินไป (undersensitive) และบางคนมีลักษณะที่ไวมากต่อการรับบางสิ่ง ขณะเดียวกันก็น้อยต่อบางสิ่ง คือมีลักษณะของการรับความรู้สึกและตอบสนองต่อสิ่งเร้าแต่ละอย่างไม่เท่ากัน ซึ่งเด็กแต่ละคนอาจมีพฤติกรรมที่แสดงออกแตกต่างกันออกไป ขึ้นกับว่าเด็กมีลักษณะไวมากหรือน้อยต่อการรับความรู้สึกนั้น รวมทั้งมีความรุนแรงของการบกพร่องทางด้านการประมวลผลการรับความรู้สึกที่แตกต่างกัน
          ลักษณะของพฤติกรรมที่ซ้ำ ๆ มีรูปแบบของพฤติกรรมแบบเดิม ๆ เรียกว่า Stereotype เกิดจากสาเหตุที่เด็กขาดหรือถูกจำกัดสิ่งเร้า เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความบกพร่องของระบบผสมผสานการรับรู้ความรู้สึก จึงส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมกระตุ้นเร้าตัวเองซ้ำ ๆ 
เราสามารถใช้ 3 ระบบรับความรู้สึกพื้นฐานมาจำแนกลักษณะของพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกได้ว่าการที่เด็กแสดงพฤติกรรรมนั้น ๆ เกี่ยวข้องกับระบบใด
1. เด็กมีพฤติกรรมวิ่งวนเป็นวงกลม ชอบดูของหมุน ๆ นั่งโยกตัว ส่ายศีรษะ นั่งสั่นขา 
เขย่าขา ชอบมองการเคลื่อนไหวของวัตถุทั้งแนวดิ่งและแนวระนาบ ลักษณะพฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเด็ก แสวงหา เรื่องระบบการทรงตัวและการเคลื่อนไหว(vestibular system)
2. เด็กที่มีพฤติกรรมชอบทุบอก ทุบหัว ตบอก ตบมือ สะบัดมือ เล่นนิ้ว หรือเคาะสิ่งของ 
รวมถึงเมื่อมีของในมือก็จะเคาะตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าเด็กแสวงหาเรื่องระบบการรับรู้กล้ามเนื้อเอ็นและข้อ(proprioceptive system)
3. เด็กที่มีพฤติกรรมชอบเอามือละกับกำแพง เดินเอามือลากตามกำแพง ต้องถือของ
ตลอดเวลา(ไม่นำมาเคาะ) ชอบพวกพื้นผิว ดม/กินวัตถุที่เลือกชนิด ชอบจับสัมผัสผู้อื่น 
แสดงให้เห็นว่าเด็กแสวงหาระบบสัมผัส(tactile system) หรือเด็กที่มีการเดินเขย่ง รับ
ประทานอาหารซ้ำ ๆ โดยเฉพาะพื้นผิวลื่น ๆ เลือกพื้นผิวอาหาร ไม่ชอบการสัมผัส ไม่
ชอบโลชั่น ตัดเล็บ ตัดผม หลีกเลี่ยงการเล่นดินน้ำมัน เล่นกาว เป็นต้น แสดงให้เห็นว่า
เด็กหลีกหนีระบบสัมผัส


ลักษณะของพฤติกรรมหรือการกระทำซ้ำ ๆ
            พฤติกรรมหรือการกระทำซ้ำ ๆ นั้น ปรากฏชัดเจนในเด็กที่มีพัฒนาการปกติ และเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ พฤติกรรมเป็นลักษณะการกระทำซ้ำ ๆ ของรูปแบบการเคลื่อนไหว เช่น การโยกตัว การจ้องมือตัวเอง การส่ายศีรษะ สะบัดมือ ปรบมือ หรือการเล่นไม่เหมาะสม มีความพึงพอใจต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาก


ลักษณะของพฤติกรรมหรือการกระทำซ้ำ ๆ แบ่งได้ 8 รูปแบบ
          1. ลักษณะไม่ยืดหยุ่น (rigidity/sameness)
มีพฤติกรรมซ้ำซาก เปลี่ยนแปลงลำบาก จะรู้สึกรำคาญหรืออารมณ์เสียเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนที่ทำประจำ
         2. พูดตามสิ่งที่เคยได้ยิน (auditory/receptive verbalization)
มีลักษณะของการพูดตาม เด็กจะพูดเหมือนกับเสียงหรือบุคคลที่เด็กได้ยิน ซึ่งเป็นการพูดที่ผิดปกติ
         3. ความสนใจในการจ้องมอง(visual orientation)
การจ้องมองมือตนเอง การเคลื่อนไหวมือของตนเองอย่างผิดปกติ การจ้องแสงไฟ
          4. ไม่สามารถระบุลักษณะ (not named) หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ไม่ชอบทุกครั้ง แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าไม่ชอบหรือรำคาญอะไร 
เช่น เด็กไม่ชอบแปรงฟันหรือล้างหน้า แสดงออกโดยเบี่ยงเบนไปกิจกรรมอย่างอื่นแทน
          5. การแสดงต่อวัตถุในลักษณะเดิม (object stereotype)
การเก็บสะสมวัตถุที่ชอบ การบิดเล่นวัตถุ การหมุนวัตถุในส่วนใดส่วนหนึ่ง และการเล่นอย่างไม่เหมาะสม
          6. การแสดงความพอใจอย่างผิดปกติ(abnormal focused affection) สนใจหรือพอใจอย่างผิดปกติกับวัตถุใดวัตถุหนึ่ง มีช่วงความสนใจสั้น แต่จะสนใจสิ่งของเฉพาะอย่าง เช่น โมเดลรถ ยี่ห้อรถ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
          7. การตอบสนองต่อเสียงเพลง(music-motor) แสดงอาการโยกตัวเมื่อได้ยินเสียงเพลงที่ชอบ และจะชอบฟังเพลงเดิมที่เคยฟัง
          8. พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง(self-injurious behavior) เป็นลักษณะหนึ่งของพฤติกรรมหรือการกระทำซ้ำ ๆ ที่รุนแรงมาก เมื่อพฤติกรรมที่กระตุ้นตัวเองเหล่านั้นไม่ได้รับการแก้ไข การทำร้ายตัวเองก็จะรุนแรงมากขึ้น เช่น โขกศีรษะ จิ้มตา เป็นต้น

           พฤติกรรมหรือการกระทำซ้ำ ๆ นั้น เป็นปัญหาสำคัญสำหรับเด็ก เพราะพฤติกรรมนี้จะไปรบกวนต่อการปรับพฤติกรรม และการเสริมสร้างทักษะการทำงานต่าง ๆ ทำให้มีความยากลำบากต่อการทำกิจกรรมที่มีเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเรียนรู้ และการมีปฏิสัมพันธ์ในสังคม
เมื่อทราบถึงระบบที่เด็กแสวงหาแล้วนั้น รูปแบบกิจกรรมที่จัดการรักษาให้ควรเน้นการควบคุมสิ่งเร้านั่นคือ
          ในกลุ่มเด็กที่มีการแสดงออกทางพฤติกรรมแบบตื่นตัวมากเกินปกติ(hyperactivity) การจัดกิจกรรมให้ต้องเป็นการฝึกในลักษณะช้า ๆ มั่นคง เป็นจังหวะ เพื่อลดระดับความตื่นตัวลง
            ในกลุ่มเด็กที่มีการแสดงออกทางพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้าน้อยกว่าปกติ(hypoactivity) การจัดกิจกรรมต้องให้เด็กคาดเดาไม่ได้ ตื่นตัวตลอดเวลา ต้องกระตุ้นโดยเน้นทางสื่อ/เสียง หรืออุปกรณ์ที่ร่วมในการฝึก


หลักในการรักษาของทฤษฎี Sensory Integration (SI)
        1. ควรแก้ปัญหาในขั้นตอนการปรับระดับความไวของการรับความรู้สึกก่อน เพราะภาวะการตื่น
ตัวที่มากหรือน้อยเกินไปจะทำให้กระบวนการรับความรู้สึกบกพร่องได้ ดังนั้น ก่อนการเริ่ม
โปรแกรมการรักษา เด็กควรได้ทำกิจกรรมอย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาวะการตื่นตัวอยู่ในเกณฑ์
ปกติ เช่น
- เด็กซน ไม่นิ่ง(hyperactivity)กิจกรรมที่จัดให้เด็ก ควรมีลักษณะช้า ๆ เป็นจังหวะ มั่นคง นับได้ และผ่อนคลาย
- เด็กเชื่องช้า เฉื่อย (hypoactivity) กิจกรรมที่จัดให้เด็กควรมีลักษณะกระตุ้น คาดเดาไม่ได้ เร้า ตลอดเวลา
        2. วิเคราะห์พฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กว่าเกิดจากความบกพร่องของระบบการรับรู้ความรู้สึก
ส่วนไหนอย่างไร พฤติกรรมที่ผิดปกติของเด็ก สังเกตได้จากการเล่น การทำงาน การทำกิจวัตร
ประจำวัน
        3. ผู้บำบัดต้องพยายามชักจูงให้เด็กทำกิจกรรมด้วยตนเอง ผู้บำบัดอาจช่วยเด็กทำกิจกรรมได้ใน
บางขั้นตอน เพื่อช่วยให้เด็กทำกิจกรรมได้สำเร็จ
        4. ในระยะแรกของกิจกรรม หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อน ผู้บำบัดควรค่อย ๆ ปรับกิจกรรม
ให้ซับซ้อนมากขึ้น เมื่อเด็กทำกิจกรรมในระยะแรกได้สำเร็จด้วยตนเอง
        5. การจัดแผนการรักษาจะเป็นลักษณะเฉพาะสำหรับเด็กแต่ละคน เนื่องจากเด็กออทิสติก แต่ละ
คนจะมีความบกพร่องของระบบการรับและการตอบสนองต่อสิ่งเร้าแตกต่างกัน
        6. ควรให้กิจกรรมที่ชักนำให้เด็กได้กระตุ้นประสาทสัมผัสหลาย ๆ ส่วนพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะ
กระตุ้นให้เกิดการประมวลผลของความรู้สึกร่วมกันแบบองค์รวม จะเป็นประโยชน์มากกว่าการ
ให้โปรแกรมรักษาที่กระตุ้นประสาทสัมผัสชนิดใดชนิดหนึ่ง
        7. การจัดกิจกรรมควรคำนึงถึงระดับพัฒนาการตามอายุของเด็กเสมอ

เด็กแต่ละวัยเข้าใจโรคออทิสซึมอย่างไร


 เด็กปฐมวัย (อายุน้อยกว่า ๖ ปี)
          เด็กปฐมวัยเป็นคนช่างสังเกต แต่ยังไม่สารถทีจะอธิยายหรือบอกความรู้สึกของตนเองได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน เด็กวัยนี้จึงมักแสดงความรู้สึกของตนเองออกมาในรูปแบบจองพฤติกรรมต่าง ๆ  ที่ผู้ปกครองต้องคอยสังเกต เด็กปฐมวัยจะยังไม่เข้าใจโรคออทิซึมคืออะไร แต่สามารถรู้ถึงความแตกต่างระหว่างความสามารถของตนเองกันพี่หรือน้องที่เป็นออทิสติก เด็กจะกระตือรือร้น ยินดีที่จะสอนทักษะบางอย่างให้กับพี่หรือน้องที่พัฒนาการล่าช้ากว่าตนเอง เด็กวัยนี้จะเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวจากการได้เห็นหรือได้ยินจากคนรอบข้างแล้วจำมาพูดแต่ไม่สามารถจยายใจความได้ เจาตจะเข้าใจโรคออทิซึมในรูปแบบหรือลักษณะอาการของโรค หรือพฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงแลละสังเกตเห็นได้จากพี่หรือน้องที่เป็นออทิสติก เด็กจะไม่เข้าใจถึงสาเหตุและผลกระทบของการเป็นโรค และมักจะมองอาการของโรคหรือพฤติกรรมคราวละหนึ่งอาการหรือหนึ่งพฤติกรรมเท่านั้น เช่น เด็กอาจเจ้าใจว่าโรคออทิซึมทำให้พี่หรือน้องของเขามีความบกพร่องทางด้านสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ผู้ปกครองอาจอธิบายว่าพี่หรือน้องของเขาไม่เป็น ไม่รู้วิธีเล่นของเล่น และมีปัญหาในการเรียนรู้ เป็นต้น
เมื่อมีสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่งเป็นออทิสตก ผู้ปกครองมักดูแลและเอาใจใส่เด็กออทิสติกเป็นพิเศษ พี่หรือน้องของเด็กออทิสติกช่วงปฐมวัยอาจรุ้สึกว่าผู้ปกครองรักตนเองน้อยลง ดังนั้น เด็กกลุ่มนี้บางคนจะทำเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ เพื่อให้พ่อแม่พอใจและหันมาสนใจตน ขณะที่เด็กบางคนอาจรู้สึกอจฉาหรือโกรธเคืองผุ้ปกครองที่ให้ความสนใจและดูแลเด็กออทิสติกมากกว่าตน เด็กอาจแสดงพฤติกรรมถดถอยหรือเลียนแบบพฤติกรรมของเด็กออทิสติก เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ ให้พ่อแม่คิดว่าตนเองมีพัฒนาการล่าช้าเหมือนกัน ดังนั้นจึงสมควรได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ พี่หรือน้องของเด็กออทิสติกช่วงนี้บางคน อาจพูดน้อยลงหรือเริ่มปัสสาวะรดที่นอนอีกครั้ง ผู้ปกครองควรพยายามเข้าใจลูกว่า อาการที่เด็กเล็กอิจฉาพี่น้อง เนื่องจากเขาไม่เข้าใจว่าพ่อแม่สามารถแบ่งความรักให้ลูกได้หลายคนในเวลาเดียวกันเด็กเล็กมักกลัวสูญเสียความรักที่พ่อแม่เคยให้ อาจรู้สึกว่าเด็กออทิสติกทำให้พ่อแม่รักตนน้อยลง


เด็กวัยประถม (อายุ ๖ - ๑๒ ปี)
          เด็กอายุ ๖ - ๑๒ ปี สามารถเข้าใจความหมายและคำอธิบายเกี่ยงกับโรคออทิซึมในรูปแบบคำที่พวกเขาคุ้นเคย เด็กจะเข้าใจโรคออทิซึมในลักษณะของเหตุการณ์ที่เกี่ยงข้องกับสภาพร่างกายในเชิงรูปธรรม เด็กมักสงสัยว่า ทำไมพี่หรือน้องของเขาจึงผิดปกติจากคนอื่น เด็กจะเริ่มกังวลและกลัวว่าเขาจะเป็นอย่างพี่หรือน้องที่เป็นออทิสติก เด็กวัยนี้พัฒนาความสามารถในการเขื่อมโยงเหตุการณ์ในอดีตแบปัจจุบัน เชื่อมโยงลักษณะอาการของโรคหรือพฤติกรรมได้มากว่าหนึ่งลักษณะ เด็กจะเข้าใจว่าความผิดปกติของพี่หรือน้องจะคงอยู่ดีนาน ไม่เหมือนเป็นหวัด ที่ป่วยอยู่ไม่กี่วันก็หาย ในช่วงตอนต้นของวัยประถมเด็กจะยังไม่เข้าใจถึงความแตกต่างของจิตใจกับร่างกาย ดังนั้นเด็กบางคนอาจรู้สึกผิดที่ตนเองมีความคิดไม่ดีกับพี่น้องหรือคิดไปว่าเพราะตนเองมีพฤติกรรมไม่ดี เลยส่งผลให้พี่หรือน้องมีความผิดปกติ ในบางรายครอบครัวที่พ่อแม่ตั้งความหวังไว้ที่บุตรชาย ครั้นพอบุตรชายมีความผิดปกติอาจทำให้ส่งผลกระทบถึงความรู้สึกนึกคิดของบุตรหญิง ซึ่งอาจรู้สึกเศร้าคิดโทษตัวเองว่าทำไมคนที่บำพร่องทางพัฒนาการน่าจะเป็นตนเอง ดังนั้นเด็กจึงมีพฤติกรรมบางอย่างตามเด็กออทิสติก
เด็กวัยประถม มีความคิดเพ้อฝัน จินตนาการมาก เด็กจึงมักเข้าใจอะไรผิด ๆ อยู่เสมอ เด็กวัยนี้อาจคิดว่าพี่หรือน้องของเขามีพฤติกรรมแปลก ๆ เนื่องจากการเจ็บป่วย เพราะครั้งหนึ่งเขาได้ยินพ่อแม่คุยกันว่าพี่หรือน้องเป็นโรคออทิสซึม ทั้งยังต้องไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ ดังนั้นเด็กวัยประถมอาจรู้สึกกลัวการเจ็บป่วยเพราะเข้าใจว่าถ้าป่วยแล้วต้องเหมือนที่หรือน้อง บ่อยครั้งที่พี่น้องของเด็กออทิสติกประพฤติตัวเป็นเด็กดีคอยช่วยเหลือผู้ปกครอง หรืออาจต่อต้าน ดื้อดึง เพื่อเรียกร้องความสนใจ ช่วยวัยนี้เด็จอาจเริ่มมีความขัดแย้งทางอารมณ์เกี่ยงกับพี่น้อง เช่น บางครั้งเด็กรู้สึกดีที่เป็นที่พึ่งของเด็กออทิสติกได้ เด็กจะเป็นห่วงและคอยปกป้องไม่ให้เด็กคนอื่นมารังแกหรือแกล้งพี่น้องของตน แต่บางขณะเด็กก็รู้สึกน้อยใจ และบ่นว่าที่พ่อแม่ไม่ยุติธรรม เกิดความสงสัยว่า ทำไมเขาต้องช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ขณะที่เด็กออทิสติกไม่ต้องทำ เป็นต้น


วัยรุ่น (อายุระหว่าง ๑๓ - ๑๗ ปี)
          เด็กในช่วงอายุ 13 -17 ปี สามารถเข้าใจข้อมูลที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น ทั้งยังต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับความผิดปกติของพี่น้อง ผู้ปกครองสามารถอธิบายถึงสาเหตุของโรคและที่มาของพฤติกรรมที่ผิดปกติ เด็กวัยนี้พัฒนาการความเข้าใจในเชิงนามธรรมได้ดีขึ้นใกล้เคียงผู้ใหญ่ สามรถวิเคราะห์โดยใช้เหตุผลจากความรู้ที่สะสมมาในอดีต สามารถเข้าใจความสัมพันธ์ในสิ่งที่มองไม่เห็น และพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต บางคนอาจกังวลหรือสงสัยว่าความผิดปกติของพี่น้องจะถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่แล้วในอนาคตเด็กออทิสติกจะดำรงชีวิตอย่างไร ใครจะเป็นคนดูแล เขาจะต้องมีส่วนรับผิดชอบดูแลพี่น้องที่เป็นออทิสติกหรือไม่
เด็กวัยรุ่นมีความสนใจและความคิดเกี่ยวกับตัวเองเป็นพิเศษ เด็กจะเริ่มต้องการความเป็นส่วนตัวเริ่มแยกตัวออกจากครอบครัวและเข้าหาเพื่อนฝูง เด็กวัยนี้จะกลัวการไม่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน พี่หรือน้องของเด็กออทิสติกที่อยู่ในวัยรุ่นจะเริ่มกังวลว่า ถ้าเพื่อนรู้ว่าตนเองมีพี่หรือน้องที่ไม่ปกติ จะรู้สึกอย่างไรจะรังเกียจตนหรือไม่ และจะยอมรับพี่หรือน้องออทิสติกมากน้อยแค่ไหน ในวัยรุ่นบางคนอาจรู้สึกลำบากใจอึดอัดใจในการปรากฏตัวของพี่น้องที่เป็นออทิสติกท่ามกลางหมู่เพื่อนหรือเพื่อนต่างเพศ บางครั้งรู้สึกอยากเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง แต่บางครั้งก็รู้สึกรักและสงสารพี่น้อง เด็กวัยรุ่นบางคนอาจไม่พอใจที่ต้องรับผิดชอบงานบ้านรือมีภาระในการช่วยดูแลเด็กออทิสติกเพิ่มขี้น เด็กอาจพาลโกรธตัวเอง หรือบางคนอาจแสดงอาการหงอยเหงา ซึมเศร้าที่ตัวเองต้องมารับภาระรับผิดชอบมากกว่าเพื่อน ๆ ทำให้มีอิสระน้อยลง หรืออาจจะน้อยใจในโชคชะตาที่มีพี่น้องผิดปกติ ไม่เหมือนคนอื่น 


เมื่อไรควรพูดคุยกับลูก
ผู้ปกครองไม่ควรบอกข้อมูลทั้งหมดกับพี่น้องของเด็กออทิสติกเพียงครั้งเดียว หากแต่ควรให้ความรู้ไปทีละน้อย เป็นระยะ ๆ ตั้งแต่เด็กเล็ก เด็กวัยประถม และวัยรุ่น ด้วยข้อมูลและการสื่อสารตามความสามารถทางพัฒนาการของเด็กในช่วงต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ผู้ปกครองควรมีการพูดคุยกับลูก ๆ ที่ไม่ได้เป็นออทิสติกเป็นครั้งคราว เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหรือเมื่อครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง ดังต่อไปนี้
- ช่วงการเปลี่ยนแปลงของเด็กออทิสติก เช่น การเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล หรือการเข้าโรงเรียน การเปลี่ยนโรงเรียน เป็นต้น
- ช่วงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของพี่น้องที่ไม่ได้เป็นออทิสติก เช่น การเข้าสู่วัยรุ่น การเข้าโรงเรียนมัธยม การมีเพื่อนกลุ่มใหม่ เป็นต้น
- เมื่อมีเหตุการณ์ที่อาจทำให้พี่น้องไม่พอใจ หรือสงสัย เช่น การงดไปเที่ยวพักผ่อนในวันหยุด หรือช่วงเริ่มให้ยากับเด็กออทิสติก เป็นต้น
- เมื่อลูกแสดงความเข้าใจข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับโรคออทิสซึม ซึ่งอาจได้รับทราบมาจากเพื่อนในชั้นเรียนหรือผู้ใหญ่คนอื่น

คำแนะนำสำหรับการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพี่น้อง

การแบ่งเวลา
          พ่อแม่ควารทำกิจกรรมทั้งในรูปแบบครอบครัวและแบบกิจกรรมเฉพาะสำหรับสมาชิกแต่ละคน เช่น ครอบครัวอาจไปตั้งแคมป์ในวันสุดสัปดาห์ บางโอกาสคุณแม่อาจพาพี่สาวคนโตไปงานเลี้ยง ส่วนคุณพ่อพาลูกชายออทิสติกไปกินไอศกรีม เป็นต้น ทั้งพี่น้องและลูกที่เป็นออทิสติกต้องการเวลาส่วนตัวกับทั้งพ่อและแม่ และจะเป็นการดีหากผู้ปกครองสลับกันพาลูกแต่ละคนเข้านอน ไม่ใช่แม่พาลูกออทิสติกเข้านอนทุกคืน ขณะที่พ่อพาลูกอีกคนเข้านอน พ่อแม่ต้องไม่ลืมว่าลูกคนที่ปกติก็ต้องการเวลาส่วนตัวของเขาเหมือนกัน พ่อแม่ควรสนับสนุนให้เด็กได้เข้าร่วมกิจกรรมี่เขาสนใจ ปล่อยให้เขามีโอกาสได้เล่นอิสระ สนุกสนานกับเพื่อนฝูงบ้าง ไม่ใช่ให้เล่นแต่กับลูกที่เป็นออทิสติกเท่านั้น
เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องของเด็กออทิสติกรู้สึกถูกทอดทิ้ง พ่อแม่อาจจัดช่วงเวลาที่ต้องดูแลลูกออทิสติกเป็นพิเศษในขณะที่ลูกคนอื่นไม่อยู่บ้าน เช่น ไปบ้านญาติ เรียนพิเศษ ออกไปซื้อของกับแม่ ในบางครั้งที่สมาชิกทุกคนอยู่บ้านพร้อมกัน อาจส่งเสริมให้มีการเล่นเกมเป็นกลุ่ม นอกจากพ่อแม่จะต้องแบ่งเวลาให้เหมาะสมกับลูกแต่ละคนแล้ว ควรแบ่งเวลาให้กับตนเองและให้แก่กันและกันด้วย


การแบ่งความรับผิดชอบ
           เด็กทุกคนในครอบครัวควรได้รับความสนใจจากพ่อแม่และการแบ่งความรับผิดชอบในงานบ้านอย่างยุติธรรม มิฉะนั้นพี่น้องของเด็กออทิสติกอาจรู้สึกอิจฉาหรือขุ่นเคืองที่เด็กออทิสติกไม่ต้องรับผิดชอบงานและอาจทำให้เด็กมีพฤติกรรมเลียนแบบเด็กออทิสติกเพื่อหลีกเลี่ยงภาระที่ต้องรับผิดชอบ งานที่จะให้เด็กแต่ละคนรับผิดชอบควรคำนึงถึงความสามารถตามวัยของเด็กด้วย
ผู้ปกครองหลายท่านพบว่า การสนับสนุนให้พี่น้องมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือลูกออทิสติก จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ปกครองไม่ควรให้พี่น้องต้องรับผิดชอบในการดูแลเด็กออทิสติกมากเกินไป เพราะอาจทำให้โอกาสพัฒนาการตามวัย เป็นผู้ใหญ่เกินอายุ


การสร้างความเป็นตัวของตัวเอง
          โดยปกติพ่อแม่จะดูแลและปฏิบัติต่อลูกออทิสติกเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันลูกคนที่ไม่มีความบกพร่องทางพัฒนาการก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกันด้วย พี่น้องของเด็กออทิสติกควรมีสังคมนอกครอบครัวบ้าง เด็กเหล่านี้ต้องการเพื่อนและการยอมรับของสังคม รวมถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่จากบทบาทในสังคมของเขาด้วย พ่อแม่ควรสนับสนุนในสิ่งที่เด็กสนใจและทักษะต่าง ๆ ของเด็ก เมื่อเด็กรู้สึกถึงความสำเร็จ รู้สึกดีกับตัวเอง เด็กจะรู้สึกดีกับการมีพี่น้องที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ความรู้สึกที่ดีนี้จะช่วยเป็นกำลังใจให้กับพ่อแม่และพี่น้องที่เป็นออทิสติก


การสร้างความรู้สึกพิเศษ
         พ่อแม่ของเด็กออทิสติกควรทำให้พี่น้องของเด็กออทิสติกมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนพิเศษคนหนึ่งของครอบครัวเหมือนกัน เด็กเหล่านี้สมควรได้รับคำชมเชยและการยกย่องเรื่องความรับผิดชอบต่อหน้าที่ภายในครอบครัว แลกการช่วยดูแลเด็กออทิสติก พวกเขาควรจะได้รู้ว่าการกระทำของเขาเป็นสิ่งสำคัญและมีส่วนช่วยทำให้พี่หรือน้องที่เป็นออทิสติกมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น รวมทั้งเป็นความภูมิใจของพ่อแม่ของครอบครัว พ่อแม่ไม่ควรอายที่จะบอกให้ลูกรู้ว่าลูกมีความสำคัญต่อพ่อแม่และพี่น้องออทิสติกอย่างไร อย่างไรก็ตามพ่อแม่ควรระลึกไว้เสมอว่า    บางครั้งบางคราวพี่น้องของเด็กออทิสติกอาจอยากเป็นเหมือนคนอื่น ไม่อยากเป็นคนพิเศษของใคร


การเผชิญกับปัญหาและการปรับตัว
         การเป็นพี่หรือน้องของเด็กออทิสติก บางครั้งอาจทำให้เด็กเกิดความเครียดได้เหมือนกับผู้ใหญ่ เด็กส่วนใหญ่จะเรียนรู้และปฏิบัติตามแนวทางที่ผู้ปกครองใช้ในการเผชิญและจัดการกับปัญหา เด็กอาจมีอารมณ์ขัดแย้งหลากหลายเกิดขึ้น ทั้งความรู้สึกเชิงบวกและเชิงลบต่อบุคคลในครอบครัว เช่น ความรู้สึกเกี่ยวกับการช่วยเหลือพี่หรือน้องมีพฤติกรรมรบกวน ก่อความวุ่นวาย ทั้งยังดึงเวลาของพ่อแม่ไปจากเขา บ่อยครั้งที่เด็กรู้สึกไม่เป็นที่รักของพ่อแม่ รู้สึกถูกทอดทิ้ง ถูกปฏิเสธและอึดอัดใจ เด็กบางคนพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกขณะที่เด็กบางคนอาจแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมา เพราะฉะนั้นก่อนที่ผู้ปกครองจะช่วยเหลือเด็กให้สามารถเผชิญและจัดการกับอารมณ์ต่าง ๆ ผู้ปกครองควรเข้าใจว่าเด็กมีความรู้สึกอย่างไร โดยการสังเกตสิ่งที่เด็กแสดงออกหรือพฤติกรรมทีเปลี่ยนไป รวมทั้งรับฟังสิ่งที่เด็กพูดหรือบ่นด้วย ไม่ใช่แค่ผู้ปกครองเท่านั้นที่รู้สึกกลัวกับสิ่งที่ไม่รู้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ลูกที่ได้ได้เป็นออทิสติกก็อาจมีความรู้สึกกลัวได้เช่นกัน บางครั้งเด็กอาจรู้สึกกังวลใจว่าตัวเขาอาจมีส่วนในการทำอาการของพี่หรือน้องที่เป็นออทิสติกไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง เด็กอาจกังวลใจและกลัวว่า ถ้าเขามีลูก ลูกอาจจะเป็นออทิสติก หรือต่อไปเมื่อพ่อแม่มีอาจะมากขึ้น ใครจะรับภาระดูแลเด็กออทิสติก นักจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธ แค โรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา แนะนำผู้ปกครองและผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กออทิสติกว่า ควรจะช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาการด้านการปรับตัวของพี่หรือน้องของเด็กออทิสติก ดังต่อไป
- ช่วยให้พี่หรือน้องของเด็กออทิสติก ตระหนักและยอมรับพัฒนาการ ความสามารถและ    
พฤติกรรมของเด็กออทิสติกในปัจจุบัน และพัฒนาการที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าเด็กออทิสติกบางคน แม้ว่าจะเจริญเติบโต แข็งแรง ตัวสูงใหญ่ แต่อาจไม่สามารถสื่อสาร หรือพูดได้คล่องเหมือนเด็กวัยเดียวกัน นอกจากนี้ควรให้เด็กเข้าใจด้วยว่าการที่พี่หรือน้องมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ สาเหตุเป็นเพราะโรคออทิซึม ไม่ใช่ที่ตัวของพี่หรือน้อง การกล่าวโทษโรคแทนบุคคลสามารถช่วยให้เด็กไม่พอใจและโกรธโรคออทิซึมแทนพี่น้อง ทั้งยังช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดจากความรู้สึกผิดของพี่น้องที่ไม่ได้เป็นออทิสติก

- ส่งเสริมให้เด้กพิจารณาและเล็งเห็นถึงความแตกต่างระหว่างตนเองและเด็กออทิสติก รวมทั้งการยอมรับความเฉพาะและความแตกต่างของพี่น้องแต่ละคนในครอบครัว
- สนับสนุนให้เด็กตระหนักถึงคุณค่าและความสามารถของตนเอง ในการเผชิญปัญหา และการปรับตัวกับการมีพี่หรือน้องที่เป็นออทิสติก เมื่อเด็กได้รู้สึกว่าตัวเองมีพลัง มีความสามารถ ก็จะเกิดความมั่นใจในตนเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองก็เข้าใจถึงความรู้สึกนี้ เด็กอาจเข้าใจและรู้สึกดีขึ้นถ้าผู้ปกครองเล่าประสบการณ์เจ็บปวดที่เคยเผชิญมา พร้อมทั้งอธิบายว่าผู้ปกครองจัดการและแก้ไขปัญหาอย่างไร


ศูนย์การเรียนบ้านสานรักเพื่อเด็กพิเศษ

Tel. : 02-002-8855 , 061-269-2244

And 098-914-9825 , 094-252-2614


Email:      info@thai-autistic.com
WEBSITE www.thai-autistic.com
Facebook www.facebook.com/BanSanRak.info


view

หน้าแรก

บทความ

หลักสูตร และ ค่าใช้จ้าย

สินค้า

ติดต่อเรา

view